
หลายๆครั้งที่ผมถูกถามหรือถูกร้องขอแม้กระทั่งถูกต่อว่าทำไมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือ ส.ส.ทำหรือไม่ทำอะไรทั้งๆที่หน้าที่ของ ส.ส.
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ส.ส.ไทยในรัฐธรรมนูญฯปัจจุบันนั้นบัญญัติไว้ว่า ส.ส.มีหน้าที่อะไร ทำอะไรในหน้าที่หรือเกินกว่าอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายให้อำนาจไว้ ผมจึงขอนำมาสรุปให้เห็นเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง โดยจะวงเล็บเลขมาตราของรัฐธรรมนูญฯปี 60 ไว้ในท้ายข้อความ ดังนี้
1.การเสนอและการอนุมัติกฎหมาย
1.1 ส.ส.จำนวนไม่น้อยกว่า 1ใน 10 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎรมีสิทธิเสนอร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ(ม.131(2))ต่อรัฐสภา
1.2 ส.ส.จำนวนไม่น้อยกว่า 20 คน มีสิทธิเสนอร่างพระราชบัญญัติ(ม.133(2))ต่อสภาผู้แทนราษฎร
1.3 การอนุมัติพระราชกำหนด ซึ่งเป็นกฎหมายที่พระมหากษัตริย์ทรงตราขึ้นให้ใช้บังคับเช่นเดียวกับพระราชบัญญัติ โดยคำแนะนำของคณะรัฐมนตรี ซึ่งต้องเป็นไปตามตามเงื่อนไขที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้(ม.172)
ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน
2.ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน
2.1 การตั้งกระทู้ถาม ซึ่งเป็นคำถามที่ส.ส.หรือส.ว.ตั้งคำถามรัฐมนตรีในเรื่องใดเกี่ยวกับงานในหน้าที่ โดยจะถามเป็นหนังสือหรือด้วยวาจาก็ได้(ม.150)
2.2 การเปิดอภิปรายทั่วไป
2.2.1 การเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลหรือทั้งคณะ (ม.151)
ส.ส.จำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมดที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎรมีสิทธิเข้าชื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลหรือทั้งคณะ โดยมติไม่ไว้วางใจต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร
2.2.2 การเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อซักถามข้อเท็จจริงหรือเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรี(ม.152)
ส.ส.จำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจำนวนสมาชิกที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร จะเข้าชื่อกันเพื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อสอบถามข้อเท็จจริงหรือเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรี โดยไม่มีการลงมติก็ได้
2.2.3 การเปิดอภิปรายทั่วไปในที่ประชุมรัฐสภา(ม.155)
ในกรณีที่มีปัญหาสำคัญเกี่ยวกับความมั่นคงปลอดภัยหรือเศรษฐกิจของประทศสมควรที่จะปรึกษาหารือร่วมกันระหว่างรัฐสภาและคณะรัฐมนตรี ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรจะแจ้งไปยังประธานรัฐสภาขอให้มีการเปิดอภิปรายทั่วไปในที่ประชุมรัฐสภาก็ได้ ในกรณีนี้ ประธานรัฐสภาต้องดำเนินการให้มีการประชุมภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับการแจ้ง แต่รัฐสภาจะลงมติในปัญหาที่อภิปรายมิได้ โดยการประชุมนี้จะต้องเป็นการประชุลับและคณะรัฐมนตรีมีหน้าที่ต้องเข้าร่วมประชุมด้วย
2.2.4 การเปิดอภิปรายทั่วไปในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา(ม.165)
ในกรณีที่มีปัญหาสำคัญเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินที่คณะรัฐมนตรีเห็นสมควรจะฟังความคิดเห็นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา นายกรัฐมนตรีจะแจ้งไปยังประธานรัฐสภาขอให้มีการเปิดอภิปรายทั่วไปในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาก็ได้ ในกรณีเช่นว่านี้ รัฐสภาจะลงมติในปัญหาที่อภิปรายไม่ได้
2.3 การตั้งคณะกรรมาธิการ(ม.129)
สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภามีอำนาจเลือกสมาชิกของแต่ละสภาตั้งเป็นคณะกรรมาธิการสามัญ และมีอำนาจเลือกบุคคลผู้เป็นสมาชิกหรือมิได้เป็นสมาชิกตั้งเป็นคณะกรรมาธิการวิสามัญหรือคณะกรรมาธิการร่วมกันตามมาตรา 137 เพื่อกระทำกิจการพิจารณาสอบหาข้อเท็จจริง หรือศึกษาเรื่องใดๆ และรายงานให้สภาทราบตามระยะเวลาที่สภากำหนด โดยให้เป็นหน้าที่ของรัฐมนตรีที่รับผิดชอบในกิจการที่คณะกรรมาธิการสอบหาข้อเท็จจริงหรือศึกษา ที่จะต้องสั่งการให้เจ้าหน้าที่ของรัฐในสังกัดหรือในกำกับให้ข้อเท็จจริง ส่งเอกสารหรือแสดงความเห็นตามที่คณะกรรมาธิการเรียก และให้เปิดเผยบันทึกการประชุม รายงานการดำเนินการ รายงานการสอบหาข้อเท็จจริง หรือรายงานการศึกษา แล้วแต่กรณี ของคณะกรรมาธิการให้ประชาชนทราบ เว้นแต่สภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภา แล้วแต่กรณี มีมติไม่ให้เปิดเผย
หากบุคคลที่ได้รับหนังสือขอให้ส่งเอกสาร หรือเชิญมาแถลงข้อเท็จจริงหรือแสดงความเห็นไม่จัดส่งเอกสาร หรือไม่มาแถลงข้อเท็จจริงหรือแสดงความเห็น ให้คณะกรรมาธิการออกคําสั่งเรียกเอกสารจากบุคคลนั้นหรือเรียกบุคคลนั้นมาแถลงข้อเท็จจริงหรือแสดงความเห็นด้วยตนเองต่อคณะกรรมาธิการ โดยอาจขอให้บุคคลน้ันนําเอกสาร หรือวัตถุที่เกี่ยวข้องมาประกอบการพิจารณาด้วยก็ได้ หากไม่ดำเนินการมีโทษจําคุกไม่เกินสามเดือนหรือปรับไม่เกินห้าพันบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ ถ้าผู้กระทําความผิดเป็นข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยราชการหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น ให้ถือว่าเป็นความผิดทางวินัยด้วย(ม.8 ,ม.12 พรบ.คําสั่งเรียกของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา พ.ศ.2554)
2.4 การเข้าชื่อถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง(ม.82)
ส.ส.หรือ ส.ว.จำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของแต่ละสภา มีสิทธิเข้าชื่อร้องต่อประธานแห่งสภาที่ตนเป็นสมาชิกว่าสมาชิกภาพของสมาชิกคนใดคนหนึ่งแห่งสภานั้นสิ้นสุดลงตามาตรา 101(3)(5)(6)(7)(8)(9)(10)หรือ(12)หรือมาตรา 111(3)(4)(5)หรือ(7) แล้วแต่กรณี และให้ประธานแห่งสภาที่ได้รับคำร้อง ส่งคำร้องนั้นไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยว่าสมาชิกภาพของสมาชิกผู้นั้นสิ้นสุดลงหรือไม่
2.5 การเข้าชื่อถอดถอน ป.ป.ช.(ม.236)
ส.ส., ส.ว.หรือสมาชิกทั้งสองสภาจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภาหรือประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่ากว่าสองหมื่นคน มีสิทธิเข้าชื่อกล่าวหาว่ากรรมการ ป.ป.ช.ผู้ใดกระทำการตามมาตรา 234(1) โดยยื่นต่อประธานรัฐสภาพร้อมด้วยหลักฐานตามสมควร หากประธานรัฐสภาเห็นว่ามีเหตุอันควรสงสัยว่ามีการกระทำการตามที่ถูกกล่าวหา ให้ประธานรัฐสภาเสนอเรื่องไปยังประธานศาลฎีกาเพื่อแต่งตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระจากผู้ซึ่งมีความเป็นกลางทางการเมืองและมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ เพื่อไต่สวนหาข้อเท็จจริง
3.การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ(ม.255,ม.256(1))
คณะรัฐมนตรีหรือ ส.ส.จำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร หรือ ส.ส.และ ส.ว.(รวมกัน)จำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมดที่มีอยู่ของทั้งสองสภาหรือประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่าห้าหมืนคนตามกฎหมายว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย สามารถเสนอญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้ โดยการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่เป็นการเปลี่ยนการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ จะกระทำมิได้
นอกจากนี้ ส.ส.ในฐานะสมาชิกรัฐสภายังมีอำนาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญฯอีกคือ
1)การให้ความเห็นชอบในการแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์(ม.17)
2)การปฏิญาณตนของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ต่อรัฐสภา(ม.19)
3)การรับทราบการแก้ไขเพิ่มเติมกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช 2467(ม.20)
4)การรับทราบหรือให้ความเห็นชอบในการสืบราชสมบัติ(ม.21)
5)การให้ความเห็นชอบในการปิดสมัยประชุมสามัญประจำปีก่อนครบกำหนดหนึ่งร้อยยี่สิบวัน(ม.๑๒๑วรรคสาม)
6)การปรึกษาร่างพระราชบัญญัติใหม่ที่พระมหากษัตริย์ไม่ทรงเห็นชอบด้วยและพระราชทานคืนมายังรัฐสภา หรือเมื่อพ้นเก้าสิบวันแล้วมิได้พระราชทนคืนมา(ม.146)
7)การพิจารณาให้ความเห็นชอบให้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติที่รัฐสภายังมิได้ให้ความเห็นชอบแต่ตกไปด้วยเหตุอายุของสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงหรือมีการยุบสภาฯแล้วคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปร้องขอให้พิจารณาต่อไป(ม.147)
8)การตราข้อบังคับการประชุมรัฐสภา(ม.157)
9)การแถลงนโยบาย(ม.162)
10)การให้ความห็นชอบในการประกาศสงคราม(ม.177)
11)การให้ความเห็นชอบหนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอำนาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศหรือจะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามหนังสือสัญญาและหนังสือสัญญาอื่นที่อาจมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม หรือการค้าหรือการลงทุนของประเทศอย่างกว้างขวาง(ม.178) ฯลฯ
จากที่กล่าวมาทั้งหมดคงจะเห็นได้ว่า ส.ส.มีหน้าที่หลักๆคือการออกกฎหมายและควบคุมตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดิน โดย ส.ส.ไม่ได้มีหน้าที่ในการฝากเด็กเข้าโรงเรียน ไม่มีหน้าที่ย้ายหรือรับฝากย้ายข้าราชการ ไม่ได้มีหน้าที่ในการสร้างถนน สะพาน สาธารณูปโภค สาธารณูปการ ต่างๆ(เพราะเป็นอำนาจหน้าที่หน่วยงานของรัฐหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นโดยตรง)
เมื่อเข้าใจแล้วก็จะได้ใช้ ส.ส.ได้ถูกต้อง และที่สำคัญก็คือ ส.ส.เองก็จะได้ปฏิบัติได้ถูกต้องด้วยเช่นกัน หากไปทำเกินอำนาจหน้าที่ไปกระทำการใดๆอันมีลักษณะที่เป็นการก้าวก่ายหรือแทรกแซงหน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อประโยชน์ของตนเอง ของผู้อื่น หรือของพรรคการเมือง ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมก็อาจผิดรัฐธรรมนูญฯ ม.185 ก็อาจจะตกจากเก้าอี้ได้ง่ายๆนะครับ
หมายเหตุ ข้อมูลบางส่วนนำมาจาก สำนักวิชาการ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร
ดูบทความทั้งหมดของ ชำนาญ จันทร์เรือง
"จะต้องเป็น" - Google News
April 28, 2020 at 04:13AM
https://ift.tt/2VZ9sqq
หน้าที่ของ ส.ส.คืออะไร | ชำนาญ จันทร์เรือง - กรุงเทพธุรกิจ
"จะต้องเป็น" - Google News
https://ift.tt/3bIgTZQ
Mesir News Info
Israel News info
Taiwan News Info
Vietnam News and Info
Japan News and Info Update
Bagikan Berita Ini
0 Response to "หน้าที่ของ ส.ส.คืออะไร | ชำนาญ จันทร์เรือง - กรุงเทพธุรกิจ"
Post a Comment