ราคาหุ้น บมจ.ท่าอากาศยานไทย หรือ AOT วานนี้ ปรับตัวลดลงเกือบ 2.5% มาปิดที่ระดับ 60 บาท ขณะที่มูลค่าการซื้อขายติด 1 ใน 10 หุ้นที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุดของตลาดหุ้น และเป็น 1 ในหุ้นที่กดให้ดัชนีวานนี้ปิดตลาดในแดนลบอีกด้วย ซึ่งหากย้อนดูราคาเมื่อช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาจะพบว่า AOT เริ่มไต่จากระดับ 57 บาท ขึ้นไปทำไฮที่ระดับ 67.5 บาท ก่อนที่จะโดนแรงเทขายจนราคาลดลงต่อเนื่องกว่า 11% ภายในระยะเวลาไม่ถึง 3 สัปดาห์
ช่วงที่ผ่านมา หุ้น AOT ปรับเพิ่มขึ้นจนน่าแปลกใจ แต่วันนี้เวลาเจอแรงเทขาย แม้จะแปลกใจน้อยกว่า แต่เกิดคำถามอย่างมีความหวังว่า แล้ว AOT ยังน่าลงทุนไหม และถ้ายังอยากลงทุนหุ้นตัวนี้อยู่ อีกกี่ปีจึงจะฟื้นตัวสู่ปกติ
*** แผนลดต้นทุนชดเชยผู้โดยสารที่หายไปไม่ได้ จับตา"คิงเพาเวอร์"จ่ายการันตีขั้นต่ำ
บริษัทหลักทรัพย์(บล.)เคทีบี ระบุว่า แนวโน้มผู้โดยสารฟื้นตัวช้ากว่าคาด แต่ยังมีแผนลดต้นทุนต่อเนื่อง โดยฝ่ายวิเคราะห์มีมุมมองเป็นลบน้อยลงจากก่อนหน้านี้หลังการประชุมนักวิเคราะห์ (19 มิ.ย.) จากการที่ AOT จะมีการลดต้นทุนต่อเนื่อง ชดเชยผู้โดยสารที่ฟื้นตัวช้า และยังมั่นใจว่าสัญญาสัมปทานดิวตี้ฟรี King Power จะกลับมาจ่าย minimum guarantee ตั้งแต่ เม.ย.65 โดยมีประเด็นสำคัญ ดังนี้
1) คาดว่าจะสามารถปรับลดค่าใช้จ่ายในปีงบ 64 ลงอีก 20% จากปีนี้ที่จะลดลง 20%
2) AOT ยังคงเชื่อมั่นว่าสัญญาสัมปทานดิวตี้ฟรีที่ King Power ชนะการประมูลในปีงบ 2562 จะเริ่มกลับมาจาก minimum guarantee ตั้งแต่ เม.ย.65
3) เลื่อนเปิดอาคาร Satellite สุวรรณภูมิ จากเดิมที่จะเปิด เม.ย.64 ไปเป็น ต.ค.64 หรืออาจนานกว่านั้น ขึ้นอยู่กับจำนวนผู้โดยสารจะฟื้นตัวตามคาดหรือไม่
*** ประเมินขาดทุนต่อเนื่องตั้งแต่ไตรมาส 3 งบปี 63-ไตรมาส 2 งบปี 64
บล.เคทีบี ได้ปรับลดกำไรโดยเฉพาะปีงบ 64 ที่ปรับลดลงมาก โดยยังคงคาดว่างวดไตรมาส 3 ปีงบ 63 จะเป็นจุดต่ำสุด ฝ่ายวิเคราะห์จึงมีการปรับลดคาดการณ์กำไรสุทธิปีงบ 63-65 จากจำนวนผู้โดยสารที่น้อยกว่าคาด โดยเฉพาะในปีงบ 64 ปรับลดเป็นขาดทุน -3 พันล้านบาท จากเดิมที่คาดว่าจะกำไร 1.3 หมื่นล้านบาท
ส่วนปีงบ 63 และปีงบ 65 ปรับในระดับที่น้อยกว่าที่ -10% และ -30% เป็น 4.5 พันล้านบาท (-82% จากปีก่อน) และ 1.8 หมื่นล้านบาท และคาดว่ากำไรสุทธิในปีงบ 66 จะทำสถิติสูงสุดใหม่ เนื่องจากจะมีการรับรู้รายได้จากสัญญาสัมปทานดิวตี้ฟรีจาก King Power เต็มปี โดยอิงสมมติฐานจำนวนผู้โดยสารใกล้เคียงกับที่ AOT ประเมิน ซึ่งมองว่าเป็นระดับที่เหมาะสมสำหรับสถานการณ์ปัจจุบันแล้ว
ทั้งนี้ ยังคงประเมินผลการดำเนินงานไตรมาส 3 ปีงบ 63 จะเป็นจุดต่ำสุด เนื่องจากจำนวนผู้โดยสารที่ลดลงอย่างมาก และคาดว่าจะทยอยฟื้นตัวขึ้น โดยประเมิน AOT จะยังมีผลขาดทุนต่อเนื่องในไตรมาส 3 ปีงบ 63 - ไตรมาส 2 ปีงบ 64
*** คาดรายได้-กำไรจะกลับมาโตอีกครั้งในงบปี 65 ส่วนบริการสนามบินกลับสู่ปกติงบปี 66
โดย บล.เคทีบี ระบุว่า AOT ประเมินจำนวนผู้โดยสารปีงบ 64 ยังลดลง, ปีงบ 65 ฟื้นตัว, ปีงบ 66 กลับสู่ระดับปกติใกล้ปีงบ 62 ซึ่งช้ากว่าที่ฝ่ายวิเคราะห์และตลาดคาดว่า ปีงบ 64 จะเริ่มกลับมาฟื้นตัว ทั้งนี้ AOT ประเมินจำนวนผู้โดยสารปีงบ 63-66 ที่ 69 ล้านคน (-51%), 38 ล้านคน (-45% YoY), 109 ล้านคน (+186%) และ 144 ล้านคน (+32%) ตามลำดับ โดยมีสมมติฐานว่าจะมีการค้นพบวัคซีน COVID-19 และจำหน่ายได้ในเดือน ก.ค.64 ซึ่งส่งผลให้ AOT ประเมินรายได้ ปีงบ 63 -ปีงบ 64 ที่ 3.1 หมื่นล้านบาท (-51%) และ 1.8 หมื่นล้านบาท (-42%) และกลับมาเติบโตตั้งแต่ปีงบ 65
โดย บล.กรุงศรี ประเมินว่า ในกรณีที่ดีที่สุด คือ มีวัคซีนในไตรมาส 1/63 อาจจะได้เห็นการฟื้นตัวที่เร็วขึ้นของนักท่องเที่ยวขาเข้าจากต่างประเทศเริ่มตั้งแต่ไตรมาส 3/63 โดยคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวขาเข้าจะถึงระดับ 25.4 ล้านคน, 39.6 ล้านคน, และ 42.9 ล้านคน ในช่วงปี 2564-2566 จากสมมติฐานว่าการท่องเที่ยวในตลาด short-haul จะกลับสู่ระดับปกติภายในไตรมาส 2/65 และตลาด long-haul ในไตรมาส 4/65 แต่ก็ยังมีความเสี่ยงที่ว่าประเทศไทยและประเทศอื่นจะใช้มาตรการกักตัวอีกครั้งหากมีการระบาดระลอกที่สอง ซึ่งทำให้การฟื้นตัวสะดุดไป
*** แม้กำไรลด แต่จ่ายปันผลได้ทุกปีต่อเนื่อง คาดปีนี้จ่าย 0.5 บาทต่อหุ้น
บล.เคทีบี ระบุว่า ผู้บริหาร AOT คาดว่าจะยังคงมีการจ่ายเงินปันผลทุกปีได้ต่อเนื่อง โดยจ่ายจากกำไรสะสม
ส่วนบล.เอเชียเวลท์ นั้นประเมินว่า แม้ผลประกอบการในปี 2563 ที่ปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้เป็นเรื่องยากต่อการประเมินเงินปันผล อย่างไรก็ตามฐานะการเงินของบริษัทที่แข็งแกร่ง ทำให้ฝ่ายวิเคราะห์ประเมินว่า หากบริษัทจะจ่ายเงินปันผลในอัตราที่เท่ากับปี 2562 ที่ 1.05 บาทต่อหุ้น ก็จะไม่กระทบฐานะการเงินของบริษัท อย่างไรก็ตามฝ่ายวิเคราะห์ประเมินเงินปันผลจ่ายในปี 2563 อย่าง Conservative ในอัตรา 0.5 บาทต่อหุ้น
*** นักวิเคราะห์แนะนำถือรับปันผล รอฟื้นตัวยาวๆ
แม้ว่า แนวโน้มผลการดำเนินงานของ AOT ยังต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่กว่าจะกลับสู่ระดับปกติเหมือนเช่นก่อนเกิด COVID-19 แต่จากการรวบรวมคำแนะนำและราคาเป้าหมายของโบรกเกอร์พบว่า ส่วนใหญ่แนะนำซื้อหรือถือ โดย บล.เอเชีย เวลท์ นั้นมองว่า ราคาหุ้นปรับลงกว่า 8.2% ในรอบ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา เพราะก่อนหน้านี้ราคาหุ้นปรับเพิ่มจน Upside เริ่มจำกัด ประกอบกับความกังวลของนักลงทุนต่อประมาณการรายได้ที่บริษัทคาดว่าจะลดลงในปี 2563 กว่า 50% จากปีก่อน ทำให้เกิดแรงขายทำกำไร
แต่ก็มองว่าจุดต่ำสุดของธุรกิจผ่านไปแล้วในช่วง มี.ค. - พ.ค. ที่ผ่านมา และแม้แนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 3/63 และไตรมาส 4/63 จะขาดทุน แต่เป็นสิ่งที่ตลาดรับรู้แล้ว จึงคาดว่าบริษัทจะเริ่มกลับมามีกำไรตั้งแต่ไตรมาส 1/64 (ต.ค. - ธ.ค. 63) จึงมองว่า AOT ยังคงเป็นหุ้นที่เหมาะสมกับการลงทุนในระยะยาว
นอกจากนี้ บล. ทิสโก้ เชื่อว่า หาก AOT กลับมาเก็บเงินการันตีขั้นต่ำของ King Power ที่ 2.35 หมื่นล้านบาทต่อปี ได้ตามนี้จะทำให้หุ้นมีดาวน์ไซด์ที่จำกัด และอาจปรับตัวเพิ่มขึ้นได้หากการท่องเที่ยวออกมาดีกว่าคาด
คำแนะนำจากโบรกเกอร์
| บล. |
คำแนะนำ |
ราคาเหมาะสม(บ.) |
| กรุงศรี |
ถือ |
60 |
| ดีบีเอส วิคเคอร์ส |
ถือ |
60 |
| เคทีบี (ประเทศไทย) |
ถือ |
59 |
| บัวหลวง |
ซื้อ |
78 |
| เอเซีย เวลท์ |
ซื้อ |
80(เป้าหมายปี 64) |
| ทิสโก้ |
ซื้อ |
69 |
| ยูโอบีเคย์เฮียน |
ขาย |
51 |
| โนมูระ พัฒนสิน |
ถือ |
61.5(เป้าหมายปี 64) |
แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ของ AOT จะได้เห็นเมื่อไหร่ ไม่มีใครการันตีได้ เช่นเดียวกับการค้นพบและแจกจ่ายวัคซีนเพื่อป้องกัน COVID-19 แต่หากจะลงทุน เพื่อหวังการฟื้นตัว หรือรอลุ้นว่าหุ้นจะตอบรับข่าวเชิงบวก หากเห็นพัฒนาการของวัคซีนที่ชัดเจน คงต้องหาจังหวะทยอยรับ เพราะเชื่อว่าหลังประกาศงบไตรมาส 3 ของงบปี 63 ราคาน่าจะย่อตัวได้อีก
0 Response to "AOT ย่อมาให้เก็บ...แต่ซื้อตอนนี้อีกกี่ปีฟื้น? - efinanceThai"
Post a Comment