Search

เปิดสเป็ก ส.ส.ร. รัฐบาล-ฝ่ายค้าน ชี้ช่อง "ยุบสภา" ไม่สะเทือนแก้รัฐธรรมนูญ - ประชาชาติธุรกิจ

tablo.prelol.com
สเป็ก ส.ส.ร.
รายงานพิเศษ

เกมแก้รัฐธรรมนูญ 2560 เป็นระเบิดที่ฝ่ายรัฐบาลทั้งซีกบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติประเมินว่าอันตรายที่สุด

และจะมีการ “คิกออฟ” แก้ไขรัฐธรรมนูญในวันที่ 23-24 กันยายนนี้

พรรคฝ่ายค้าน-ฝ่ายรัฐบาลต่างเข็นร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ 256 เข้าสู่ห้องประชุมสภา

ก่อนไปขับเคี่ยวกันในชั้นคณะกรรมาธิการวิสามัญในรัฐสภา นำไปสู่การรื้อ-ร่าง “รัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ” โดยฝีมือสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ต่อไปนี้คือการเทียบร่างรัฐธรรมนูญทั้งจุดเหมือน-จุดต่างทั้ง 2 ฝ่าย

กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

เริ่มจากกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 การเสนอญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในร่างของ “ฝ่ายค้าน”

ญัตติจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของ ส.ส. คือ 50 คน หรือจาก ส.ส.และสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ทั้ง 2 สภา คือ 75 คน หรือจากประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 5 หมื่นคน

โดยตัดจำนวนเสียง ส.ว.ในการโหวตชั้น “รับหลักการ” ของรัฐธรรมนูญ 2560 ที่บัญญัติในมาตรา 256 ว่าต้องได้เสียง ส.ว. 1 ใน 3 (84 เสียง) ออกไป โดยให้ใช้ “เสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกเท่าที่มีอยู่ของทั้ง 2 สภา” (375 เสียง) แทน

ในวาระที่ 2 ขั้นพิจารณาเรียงลำดับมาตราต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เข้าชื่อเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมด้วย

การเห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระที่ 3 ให้ใช้วิธีเรียกชื่อและลงคะแนนโดยเปิดเผย และต้องมีเสียงเห็นชอบให้ใช้เป็นรัฐธรรมนูญมากกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้ง 2 สภา โดยตัดมาตรา 256 ของเก่าที่กำหนดไว้ว่า “ต้องมีเสียงของ ส.ว. 84 เสียง (1 ใน 3) ทั้งในวาระที่ 1 และวาระที่ 3 และเสียงของ ส.ส.พรรคการเมืองร้อยละ 20ในวาระที่ 3 เสียง ส.ส.ทุกพรรค

ขณะที่ การร่างของรัฐบาล ใช้ข้อความเดียวกับรัฐธรรมนูญ 2560 ระบุว่า ญัตติแก้ไขเพิ่มเติมต้องมาจาก ครม.หรือ ส.ส.จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 หรือ 100 คน หรือจาก ส.ส.และ ส.ว.รวมกันไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของสมาชิกทั้งหมดที่มีอยู่ของทั้ง 2 สภา (150 คน) หรือจากประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 5 หมื่นชื่อ

การลงมติวาระที่ 1 ในชั้นรับหลักการให้เรียกชื่อและลงคะแนนโดยเปิดเผย และต้องมีเสียงเห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่า 3 ใน 5 ของสมาชิกทั้งหมดที่มีอยู่ทั้ง 2 สภา (450 เสียง) การพิจารณาในวาระที่ 2 ขั้นเรียงลำดับมาตรา ให้ถือ “เสียงข้างมาก” เป็นประมาณ ในกรณีที่เป็นร่างฯ ที่ประชาชนเสนอต้องเปิดให้ผู้แทนฯของประชาชนที่เข้าชื่อได้แสดงความเห็นด้วย

การลงมติในวาระที่ 3 ให้เรียกชื่อและลงคะแนนโดยเปิดเผย โดยต้องได้เสียง 3 ใน 5 ของสมาชิกที่มีอยู่ทั้ง 2 สภา และให้ทำประชามติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 (8) ต่างจากของฝ่ายค้านที่ตัดประชามติออกไปในชั้นนี้

เทียบที่มาสภาร่างรัฐธรรมนูญ

พรรคฝ่ายค้าน 6 พรรค กำหนดให้ ส.ส.ร.ให้มาจากเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนจำนวน 200 คน โดยให้คำนวณจำนวน ส.ส.ร.ที่แต่ละจังหวัด “พึงมี”

จังหวัดไหนที่ราษฎรไม่ถึงเกณฑ์จำนวนราษฎรต่อ ส.ส.ร. 1 คน ให้มี ส.ส.ร.ในจังหวัดนั้นได้ 1 คน จังหวัดไหนที่ราษฎรเกินจำนวนราษฎรต่อ ส.ส.ร. 1 คน ให้มี ส.ส.ร.ในจังหวัดนั้นเพิ่มขึ้นอีก 1 คน ทุกจำนวนราษฎรที่ถึงเกณฑ์จำนวนราษฎรต่อ ส.ส.ร. 1 คน

ถ้าจำนวน ส.ส.ร.ยังไม่ครบ 200 คน จังหวัดไหนที่มีเศษเหลือจากการคำนวณมากที่สุด ให้จังหวัดนั้นมี ส.ส.ร.เพิ่มขึ้นอีก 1 คน และให้เพิ่ม ส.ส.ร.ด้วยวิธีการเดียวกันแก่จังหวัดที่มีเศษเหลือลำดับรองลงมาจนครบจำนวน 200 คนใน โดยใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง

ขณะที่ร่างของซีกรัฐบาล กำหนดให้มี ส.ส.ร. 200 คนเช่นกัน แต่ต่างกันที่องค์ประกอบ แบ่งเป็น

150 คน มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนในแต่ละจังหวัด

20 คน มาจากรัฐสภาคัดเลือก โดยให้มีจำนวนตามหรือใกล้เคียงกับอัตราส่วนของ ส.ส.และ ส.ว.ในสภา

20 คน มาจากที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย เลือกจากผู้เชี่ยวชาญสาขากฎหมายมหาชน รัฐศาสตร์ ผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน หรือการร่างรัฐธรรมนูญ

10 คน เป็นนักเรียนนิสิตหรือนักศึกษา

“วิรัช รัตนเศรษฐ” ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคพลังประชารัฐ ในฐานะประธานวิปรัฐบาลกล่าวว่า นอกจากการเลือก ส.ส.ร. 150 คนจากจังหวัดต่าง ๆ ในส่วนของนักศึกษาจะมีการเพิ่มในชั้น กมธ.วิสามัญในสภา ว่าขั้นตอนการเลือกตั้ง ส.ส.ร.จะเป็นอย่างไร สัดส่วนนักศึกษาจะเลือกอย่างไร เช่น อาจมีช่องให้เลือก ส.ส.ร.สัดส่วนนักเรียน นิสิต นักศึกษา เป็นการเฉพาะ

สเป็ก ส.ส.ร.

เปิดคุณสมบัติอรหันต์ ส.ส.ร.

ในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของ 6 พรรคฝ่ายค้าน และร่างของฝ่ายรัฐบาลกำหนดคุณสมบัติ ส.ส.ร.เหมือนกัน คือ ต้องมีสัญชาติไทยโดยการเกิด มีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีในวันเลือกตั้ง มีชื่อในทะเบียนบ้านในจังหวัดที่จะลงรับสมัครติดต่อไม่น้อยกว่า 5 ปี เคยศึกษาหรืออยู่ในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งติดต่อกันไม่น้อยกว่า 5 ปีการศึกษา หรือเคยรับราชการ ปฏิบัติหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐ หรือเคยมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 5 ปี

ต้องไม่เป็นข้าราชการการเมือง ไม่เป็นส.ส., ส.ว. หรือรัฐมนตรี และไม่เป็นบุคคลซึ่งมีลักษณะต้องห้ามไม่ให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.ตามมาตรา 98 (1) (2) (4) (5) (6) (8) (9) (10) (11) (12) (13) (15) (16) (17) (18)

เทียบ “มันสมอง” ทีมยกร่าง

แต่ส่วนผสมสำคัญที่จะต้องมาทำการ “ยกร่างรัฐธรรมนูญ” ฉบับใหม่ คือ คณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ

ฝ่ายค้านเขียนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ กำหนดให้ ส.ส.ร.ตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ 1 คณะ จำนวน 45 คน ทำหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญตามแนวทางที่ ส.ส.ร.กำหนด ประกอบด้วย ส.ส.ร. 30 คน จากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายมหาชน 5 คน ผู้เชี่ยวชาญรัฐศาสตร์ 5 คน ผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน และการร่างรัฐธรรมนูญ 5 คน การแต่งตั้ง กมธ.ในส่วนของ ส.ส.ร.ให้คำนึงถึง ส.ส.ร.ในภูมิภาคต่าง ๆ อย่างเท่าเทียม

แต่ในฝ่ายรัฐบาลไม่ได้กำหนดตายตัวให้มี กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ

“วิรัช” ในฐานะประธานวิปรัฐบาลชี้แจงอีกว่า “ประเด็น กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญจะไปกำหนดอีกครั้งในชั้นการพิจารณาในสภา เพราะตัวเลขยังมีความคิดเห็นที่ต่างกัน ให้สภากำหนด”

ยุบสภาไม่สะเทือนร่าง รธน.

สำหรับ “กระบวนการ” จัดทำร่างรัฐธรรมนูญโดย ส.ส.ร.ฝ่ายค้านกำหนดให้ต้องจัดทำร่างรัฐธรรมนูญให้เสร็จ ภายใน 120 วัน นับแต่ที่มีการประชุม ส.ส.ร.ครั้งแรก ซึ่งต้องจัดไม่ช้ากว่า 30 วัน นับแต่ กกต.รับรองผลการเลือกตั้ง ส.ส.ร.

ส่วนของฝ่ายรัฐบาลกำหนดกรอบการร่างรัฐธรรมนูญให้เสร็จ ภายใน 240 วัน นับแต่ที่มีการประชุม ส.ส.ร.ครั้งแรก ซึ่งต้องจัดไม่ช้ากว่า 30 วัน นับแต่วันที่มี ส.ส.ร.ทุกประเภท ซึ่งมีจำนวนรวมกันไม่น้อยกว่าร้อยละ 90 ของจำนวน ส.ส.ร.ทั้งหมด

และในร่างของฝ่ายค้านยังกำหนดว่า “ส่วนการยุบสภาหรือสภาครบวาระไม่เป็นเหตุกระทบกระเทือนการปฏิบัติหน้าที่ของ ส.ส.ร.” ระบุไว้ในมาตรา 256/9

เช่นเดียวกับของฝ่ายรัฐบาล กำหนดในมาตรา 256/13 “การที่อายุของสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงหรือมีการยุบสภาผู้แทนราษฎรไม่เป็นเหตุกระทบกระเทือนต่อการปฏิบัติหน้าที่ของสภาร่างรัฐธรรมนูญ”

ส่องมาตราต้องห้ามหมวด 1-2

ในร่างแก้ไขฉบับฝ่ายค้าน ระบุชัดเจนในมาตรา 256/9 ว่า “การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมหมวด 1 และหมวด 2 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จะกระทำมิได้”

แต่ในฉบับฝ่ายรัฐบาลระบุไว้ในมาตรา 256/13 เช่นกันว่า “การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญที่มีผลเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมหมวด 1 บททั่วไป และหมวด 2 พระมหากษัตริย์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จะกระทำมิได้”

การประชามติ

ในร่างรัฐธรรมนูญของฝ่ายค้านกำหนดว่า เมื่อ ส.ส.ร.ทำร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้วให้เสนอต่อประธานรัฐสภา และให้ส่งต่อไปยัง กกต.ภายใน 7 วัน นับแต่ที่รัฐสภาได้รับร่างรัฐธรรมนูญจาก ส.ส.ร. เพื่อให้ กกต.จัดประชามติไม่เกิน 60 วัน แต่ไม่น้อยกว่า 45 วัน นับแต่วันที่ได้รับร่างรัฐธรรมนูญจากสภา

เมื่อออกเสียงประชามติเสร็จสิ้นแล้วให้ กกต.ประกาศผลการออกเสียงให้แล้วเสร็จภายใน 15 วัน หากผลประชามติเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญให้ประธานรัฐสภานำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าฯ หากไม่เห็นชอบให้ร่างรัฐธรรมนูญตกไป

ในประเด็นนี้ต่างกับของรัฐบาลที่ให้ “รัฐสภา” เป็นผู้เห็นชอบ ถ้าไม่ผ่านจึงค่อยไปทำประชามติในมาตรา 256/16 เมื่อสภาร่างรัฐธรรมนูญจัดทำร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว ให้นำเสนอต่อรัฐสภาให้รัฐสภาพิจารณาเพื่อให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับโดยจะมีการแก้ไขเพิ่มเติมไม่ได้

“การลงมติให้ใช้วิธีเรียกชื่อและลงคะแนนโดยเปิดเผย และต้องมีคะแนนเสียงให้ความเห็นชอบในการที่จะออกใช้เป็นรัฐธรรมนูญมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้ง 2 สภา”

“ในกรณีที่มีคะแนนเสียงให้ความเห็นชอบไม่ถึงกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้ง 2 สภา ให้ดำเนินการจัดให้มีการประชามติเพื่อให้ประชาชนออกเสียงลงคะแนนว่าจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญที่สภาร่างรัฐธรรมนูญเสนอ”

ให้ กกต.จัดประชามติไม่เกิน 60 วัน แต่ไม่น้อยกว่า 45 วัน นับแต่วันที่ได้รับร่างรัฐธรรมนูญจากสภา และให้ประกาศผลการออกเสียงประชามติให้แล้วเสร็จภายใน 15 วันนับแต่วันออกเสียงประชามติ หากไม่เห็นชอบให้ร่างรัฐธรรมนูญนั้นตกไป

โมเดลประชามติ 2 รอบ

“วิรัช” เปิดเผยโมเดลรัฐบาลว่า “ถ้าไม่มีอะไรเลื่อนออกไป หรือเพิ่มไปเรื่อย ๆ ที่เริ่มเขียน กมธ. ลงทำประชามติได้ ส.ส.ร.น่าจะอยู่ 16-17 เดือน นับจาก 23 กันยายน 2563 และจะไปตกกลางปี 2565 เราต้องให้วาระ ส.ส.ร. 240 วัน”

แต่ก่อนจะนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญให้มี ส.ส.ร. ยังต้องผ่านกระบวนการเดิมตามมาตรา 256 ของรัฐธรรมนูญ 2560 ในวาระที่ 1 และวาระที่ 3 ยังต้องพึ่งเสียง 1 ใน 3 ส.ว. (84 เสียง)

และต้องได้เสียงทุกพรรคในสภาไม่น้อยกว่า 20% อยู่ดี

Let's block ads! (Why?)



"น้อยกว่า" - Google News
September 04, 2020 at 07:01AM
https://ift.tt/32YLpLR

เปิดสเป็ก ส.ส.ร. รัฐบาล-ฝ่ายค้าน ชี้ช่อง "ยุบสภา" ไม่สะเทือนแก้รัฐธรรมนูญ - ประชาชาติธุรกิจ
"น้อยกว่า" - Google News
https://ift.tt/2RtU18h
Mesir News Info
Israel News info
Taiwan News Info
Vietnam News and Info
Japan News and Info Update
https://ift.tt/2YEtTvL

Bagikan Berita Ini

0 Response to "เปิดสเป็ก ส.ส.ร. รัฐบาล-ฝ่ายค้าน ชี้ช่อง "ยุบสภา" ไม่สะเทือนแก้รัฐธรรมนูญ - ประชาชาติธุรกิจ"

Post a Comment

Powered by Blogger.