เข้าสู่ช่วงปลายฝน แต่มรสุมทางการเมืองยังไม่อ่อนกำลังลง ซ้ำยังถาโถมเข้าใส่รัฐบาล “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” รอบด้าน ทั้งการเมืองในสภา และนอกสภา ไหนจะปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้องประชาชนที่เป็นผลกระทบจากคลื่นโควิด-19 ระลอกแรก ที่ซัดเข้ามาทำเอารัฐบาลเป๋ ยังไม่ทันได้ตั้งกระบวนท่า
คลื่นโควิดลูกที่ 2 ก็ทำท่าจะซัดมาอีกระลอก ในจังหวะที่ไร้ขุนคลัง จึงเป็นสถานการณ์ที่น่าจับตามอง “ทีมการเมืองเดลินิวส์” จึงไม่พลาดจับเข้าคุย รศ.ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช มาวิเคราะห์ถึงสถานการณ์ร้อนๆในเดือนกันยายนนี้ ที่รัฐบาลต้องรับมือ
โดย “อ.ยุทธพร” เปิดฉากกล่าวว่า เดือนก.ย.นี้ มีหลายเรื่องที่รัฐบาลต้องเผชิญ ประเด็นแรก คือ การเมืองในสภา แม้ดูเหมือนทุกอย่างจะไปด้วยดีหลังหมดปัญหาเสียงปริ่มน้ำ แต่ยังมีปัญหาความเป็นรัฐบาลผสม ที่หนีไม่พ้นการต่อรองกับกลุ่มการเมืองตลอดเวลา โดยเฉพาะการต่อรองภายในพรรคพลังประชารัฐเอง นอกจากนี้ยังมีเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ ที่จะมีการพิจารณาร่างของรัฐบาล ร่างของฝ่ายค้าน

ขณะที่การเมืองนอกสภาก็เกิดขึ้นเนืองๆ โดย 19 ก.ย.นี้ จะมีการชุมนุมของกลุ่มนิสิตนักศึกษาอีกครั้ง ซึ่งมีแนวโน้มว่า จะมีแนวร่วมไปร่วมชุมนุมจำนวนมาก และยุทธศาสตร์ของผู้ชุมนุมไม่ได้ต้องการพักค้าง แต่เน้นให้ชุมนุมต่อเนื่องในแต่ละจุด จึงเป็นไปได้ที่การชุมนุมวันที่ 19 ก.ย.จะทำให้เกิดการขยายตัวของการชุมนุมมากขึ้น
นอกจากนี้อีก 3 เดือนข้างหน้าก็จะมี 3 เรื่องที่จะบรรจบกันพอดี คือ รัฐมนตรีที่เข้ามาใหม่ โดยเฉพาะทีมเศรษฐกิจ ทิศทางเป็นอย่างไร ยิ่งนายปรีดี ดาวฉาย ลาออกจากตำแหน่งรมว.คลัง แล้วใครจะมาดูกระทรวงการคลังต่อ ถ้าแก้ปัญหานี้ได้ 3 เดือนข้างหน้าก็จะเห็นทิศทาง กระบวนการทำงานของทีมเศรษฐกิจและของคณะรัฐมนตรีในภาพรวม

ขณะเดียวกันอีก 3 เดือนข้างหน้าก็เป็นไตรมาสสุดท้ายของการประกอบธุรกิจที่จะเห็นว่าธุรกิจไหนไปได้หรือไม่อย่างไร คนจะตกงาน ว่างงาน เกษตรกรจะได้ผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจจะเป็นอย่าง และถ้าดูยุทธศาสตร์ของผู้ชุมนุมก็จะไปเชื่อมต่อกับกลุ่มผู้ได้รับความเดือดร้อนเหล่านี้ และเป็นไปได้ที่การชุมนุมจะขยายวงกว้างออกไป
@ การลาออกของนายปรีดีเป็นแรงกระเพื่อมใหญ่ของรัฐบาลหรือไม่
เป็นสิ่งที่น่ากังวล เพราะอย่าลืมว่าข้อวิจารณ์เรื่องเศรษฐกิจมีมาต่อเนื่องยาวนาน และปัญหาขาดแคลนบุคลากรทางการเมือง โดยเฉพาะทีมเศรษฐกิจ จะเห็นว่าก่อนได้ชื่อนายปรีดี ก็มีชื่อที่ปรากฏออกมามากมาย และแต่ก็ถูกปฏิเสธหรือเงียบไป ตรงนี้ก็ทำให้เกิดข้อวิจารณ์ในสังคมมากพอสมควร
ครั้งนี้พอนายปรีดีเข้ามารับตำแหน่งแค่ 20 กว่าวันก็ลาออก ยิ่งทำให้เกิดข้อวิจารณ์ตามมาอีกมากมาย ทั้งเรื่องการแทรกแซงของภาคการเมือง ข้อวิจารณ์เรื่องเสถียรภาพการเป็นรัฐบาลผสม การต่อรองในพลังประชารัฐ หรือแม้กระทั่งมีข้อสงสัยไปถึงเหตุว่า เพราะนายปรีดีเข้ามาเห็นตัวเลขเศรษฐกิจอะไรหรือไม่จึงตัดสินใจลาออก สิ่งเหล่านี้จะกระทบต่อความเชื่อมั่นของรัฐบาลแน่นอน ถ้ายังไม่สามารถหาคนมาแทนได้ หรือคนที่สังคมยอมรับเหมาะสมอาจจะเป็นปัญหาที่ส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาลได้
@ การที่นายปรีดีลาออกเป็นการสะท้อนปัญหาอะไรในรัฐบาล และจะหาคนเข้ามาแทนยากขึ้นกว่าเดิมหรือไม่
หายากมาก ถ้าจะเป็นคนนอก 1.คือต้องเป็นคนที่มีภูมิคุ้มกันทางการเมือง เพราะคนนอกจำนวนไม่น้อยเข้ามา ถ้าไม่เคยสัมผัสการเมือง พอมาเจอปัญหาการเมืองบางคนก็อาจจะอยู่ไม่ได้ หลายคนก็ตัดสินใจกลับไปสู่ตำแหน่งที่เดิมและนายกฯ เองก็ไม่สามารถการันตีได้ว่า จะไม่ถูกแทรกแซงจึงเป็นเรื่องยากมากที่จะหาคนนอกเข้ามาวันนี้

ทางเลือกน่าจะมีอยู่ 3 ทาง ที่จะมาทดแทนตำแหน่งนี้ คือ 1. นายกฯ นั่งควบเอง แต่จะทำให้เกิดข้อวิจารณ์ถึงความสามารถ หรือการนั่งควบหลายตำแหน่งเกินไป 2. การดันนายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง ขึ้นมาเป็นรมว.คลัง แต่ก็จะทำให้เกิดข้อวิจารณ์มาก เพราะอย่าลืมว่าภารกิจของรมว.คลังจะต้องแก้ปัญหาหลายประการ โดยเฉพาะการขับเคลื่อนพ.ร.บ. 3 ฉบับที่แปรสภาพมาจาก พ.ร.ก. คือ พ.ร.บ.ว่าด้วย การกู้เงินก็ดี วงเงินตราสารหนี้ก็ดี วงเงิน sme ซึ่งการขับเคลื่อนกลไกเหล่านี้ถ้ารมว.คลังเป็นนักการเมือง ข้อวิจารณ์จะเยอะกว่าคนนอก ในเรื่องของความโปร่งใส การใช้จ่ายเงิน การกู้เงิน ข้อวิจารณ์เรื่องของการเอาเงินไปลงฐานเสียงของตัวเอง
และ 3. การมีคนนอกซึ่งคิดว่าเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เพราะวันนี้จะต้องมีคนที่เข้าใจเรื่องเศรษฐกิจเป็นอย่างดี ต้องมีภาพลักษณ์ที่ดี ไม่ใช่ภาพลักษณ์ของนักการเมือง ที่จะทำให้สังคมเชื่อมั่นในเรื่องการกู้เงิน การบริหารเงิน
“แต่ปัญหาคือคนนอกใครจะกล้าเข้ามานั่งเป็นรมว.คลัง ในเมื่อไม่มีการการันตีได้ว่าเข้ามาแล้วจะไม่ถูกแทรกแซงด้วยพรรคการเมือง และจะมีภูมิต้านทานทางการเมืองมากแค่ไหน”
@ มองว่าเวลานี้พล.อ.ประยุทธ์ ไม่สามารถคุมเกมการเมืองได้ใช่หรือไม่
แน่นอนว่าการทำงานในระบบรัฐสภา พล.อ.ประยุทธ์ เองก็ต้องอาศัยเสียงของพรรคร่วมรัฐบาลในการสนับสนุน ดังนั้นแม้นายกฯ จะเป็นหัวหน้ารัฐบาล แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถจะมีอำนาจในการตัดสิน หรือกำกับอะไรได้ทั้งหมด ต้องอาศัยเสียงสนับสนุนโดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคแกนหลัก คือ พรรคพลังประชารัฐเกิดขึ้นจากการรวมกลุ่มของบรรดาส.ส. มีการต่อรองภายในพลังประชารัฐและการต่อรองระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล
ดังนั้นภาวะรัฐบาลผสมโดยเฉพาะพรรคแกนหลักที่ไม่ได้มีฐานเกาะเกี่ยว เมื่อทางอุดมการณ์มาผนวกกันแบบนี้นายกฯ ก็ยิ่งไม่สามารถไปกำกับอะไรได้มากนัก

@ รัฐบาลควรจะทำอย่างไรเพื่อฝ่ามรสุมเหล่านี้ไปให้ได้
แบ่งเป็น 2 ด้าน คือ การเมืองและเศรษฐกิจ โดยด้านการเมืองระยะสั้นต้องมีเวทีในการพูดคุย กับกลุ่มผู้ชุมนุม และเวทีนี้ไม่ควรที่จะเกิดขึ้นโดยระบบราชการ ไม่ใช่ให้สภาพัฒน์ฯ หรือกระทรวงอุดมศึกษาเป็นผู้จัด เพราะสุดท้ายก็จะทำให้เราไม่ได้คู่ขัดแย้งหรือคนทุกฝ่ายเข้ามาในเวที ถ้ากลุ่มนิสิต นักศึกษาเข้ามาก็ไม่ได้มาทั้งหมด
ฉะนั้นการจัดเวทีตรงนี้ต้องอาศัยกลไกภาคประชาสังคม ที่เหมาะสมที่สุด คือ มหาวิทยาลัย แต่ไม่ได้เกิดจากการสั่งการของกระทรวงอุดมศึกษา คือ จัดโดยมหาวิทยาลัยเองโดยภาคประชาสังคม
ระยะกลาง คือเร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยความตั้งใจจริงและจริงใจ โดยเฉพาะจากฝ่ายรัฐบาล เพื่อพูดคุยเรื่องกติกาให้ชัดเจนมากขึ้น ว่าจะดำเนินการในกี่วัน เชื่อว่า กลุ่มผู้ชุมนุมน่าจะรับฟัง และจะทำให้สถานการณ์ดีขึ้น ทั้งนี้เวทีแก้ไขรัฐธรรมนูญก็จะเป็นเวทีที่เกิดข้อตกลงความสัมพันธ์เชิงอำนาจอย่างกว้างขวาง
และระยะยาว คือ การสร้างระบอบประชาธิปไตยที่มั่นคงแข็งแรง ทำให้รัฐธรรมนูญเป็นสิ่งที่ทุกคนรู้สึกเป็นเจ้าของร่วม ทำประชามติ ให้ความรู้ประชาชนให้ผู้คน มีส่วนร่วมอย่างจริงจัง และปฏิรูประบบราชการ เพื่อแก้ไขปัญหาในเชิงโครงสร้างการรวมศูนย์อำนาจ ต้องพูดถึงการกระจายอำนาจสู่ประชาชน

ส่วนการแก้ปัญหาเศรษฐกิจระยะสั้น คือหาคนมาแทนนายปรีดีให้เร็วที่สุด ถ้าได้คนนอกจะดีที่สุด แต่ถ้าหาไม่ได้ ก็ต้องมีกลไกอื่นๆ เข้ามาเสริมทางเลือก เช่น นายกฯ นั่งควบ รมว.คลัง ก็อาจจะเอากลไก กรอ.ในสมัย รัฐบาลพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ มาปัดฝุ่น อาจจะปรับโฉมใหม่ให้มีภาคประชาสังคมเข้ามามากขึ้น เป็นทีมหรือเป็นตัวช่วยให้กับนายกฯ
ระยะกลาง คือ ฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังการระบาดโควิด -19 ให้เร็ว เครื่องมือหลายๆ อย่างพร้อมอยู่แล้ว ตรงนี้ต้องขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ให้เม็ดเงินลงสู่ระบบ แต่ต้องไม่วนกลับไปสู่กลุ่มทุน ต้องลงไปสู่ประชาชนจริงๆ โดยการสร้างโครงการ นโยบายต่างๆ
และระยะยาว คือ แก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ เช่น ความเหลื่อมล้ำ มีรายงานการวิจัยของธนาคารโลก ว่า ความเหลื่อมล้ำประเทศไทยเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ ทำอย่างไรจะแก้ปัญหาระบบคุ้มครองทางสังคม เช่น การมีมาตรการทางสังคม สวัสดิการสังคมระบบ ประกันสังคม โดยเฉพาะการคุ้มครองทางสังคมคนเปราะบาง การทำให้แรงงานนอกระบบกว่า 55% ได้รับการคุ้มครองดูแล ได้รับความเป็นธรรม.
"จะต้องเป็น" - Google News
September 05, 2020 at 10:00AM
https://ift.tt/3577BpH
ชี้ทางรอด'บิ๊กตู่'ดับวิกฤิติชาติ - เดลีนีวส์
"จะต้องเป็น" - Google News
https://ift.tt/3bIgTZQ
Mesir News Info
Israel News info
Taiwan News Info
Vietnam News and Info
Japan News and Info Update
https://ift.tt/2YEtTvL
Bagikan Berita Ini
0 Response to "ชี้ทางรอด'บิ๊กตู่'ดับวิกฤิติชาติ - เดลีนีวส์"
Post a Comment