Search

คอลัมน์การเมือง - เศรษฐกิจไทยมีโอกาสฟื้นแน่ - หนังสือพิมพ์แนวหน้า

tablo.prelol.com

ที่ประชุม ครม.เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2563 เริ่มมีมาตรการดูแลเศรษฐกิจออกมาแล้ว

อนุมัติทั้งประกันรายได้ชาวสวนยางพารา + ชาวไร่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ + ชาวไร่มันสำปะหลัง รวมถึงปรับเปลี่ยนเงื่อนไขการช่วยเหลือเอสเอ็มอี และคนทำงานที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ให้สามารถปล่อยสินเชื่อความช่วยเหลือออกไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ กว้างขวางมากขึ้น ฯลฯ


1. ก่อนประชุม ครม. 1 วัน นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกฯ ควบ รมว.พลังงาน และนายปรีดี ดาวฉาย รมว.คลัง เรียกประชุมผู้บริหารระดับสูง
ของกระทรวงการคลัง เพื่อมอบนโยบายในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

ระบุว่า นายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ให้นโยบาย 5 เรื่องสำคัญ คือ 1.การดูแลผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) และประชาชนในภาคส่วนต่างๆ ที่ได้รับความเดือดร้อน 2. เตรียมมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจต้องเป็นมาตรการยั่งยืนไม่ใช่แค่การเยียวยาโดยตรง 3. หาแนวทางในการจูงใจให้ภาคธุรกิจต่างๆ จ้างงาน 4.เน้นเรื่องการจ้างแรงงานจากนักศึกษาจบใหม่ สู่ตลาดแรงงาน และ 5.ทำงานอย่างซื่อสัตย์โปร่งใส รับฟังความคิดเห็นของทุกฝ่าย โดยนายกฯ ได้ตั้งศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ ศบศ. ในการดูแล 5 แนวทางที่กล่าวมา

รองนายกฯ สุพัฒนพงษ์ ย้ำว่า “เชื่อว่า คือวิธีการทำงานที่จะรวดเร็วขึ้น มีการบูรณาการข้อมูลที่ชัดเจนขึ้น และเป็นการทำงานร่วมมือกัน ไม่แยกหน่วยงาน ไม่แยกกระทรวง ไม่แยกรัฐ ไม่แยกเอกชน เราจะได้ทางเลือกหรือทางออกที่ดี มีประสิทธิภาพและมีความคล่องตัวสูง สอดคล้องความไม่แน่นอนหรือปัญหาที่เกิดขึ้น จึงดำริเรื่องรวมไทยสร้างชาติขึ้นมา”

เช่นเดียวกับรัฐมนตรีคลัง ปรีดี แจกแจงว่า กระบวนการทำงานของกระทรวงการคลังจะเปลี่ยนไป การตัดสินใจ การทำมาตรการต่างๆ อยู่ที่ ศบศ. ที่นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ดูแล ดังนั้น บทบาทของคลังจากในอดีตจะต้องเปลี่ยนไปบ้าง โดยวันนี้กระทรวงการคลังมีเรื่องตัวเงินที่ต้องเข้าไปสนับสนุน ดูแลเรื่องวินัยการเงินการคลัง บทบาทเปลี่ยนชัดเจน จะมีข้อมูลและมาตรการในรายละเอียดออกมาจาก ศบศ. หลังจากนี้

2. ที่ประชุม ครม. 18 ส.ค. 2563 รับทราบรายงานสภาพัฒน์ เรื่อง ภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสที่สองของปี 2563 และแนวโน้มปี 2563 ระบุว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่สอง ของปี 2563 ปรับตัวลดลงร้อยละ 12.2

สาเหตุสำคัญ มาจากการลดลงของการส่งออกสินค้าและบริการ การท่องเที่ยว (ผลกระทบจากโควิดเต็มๆ) การลงทุนภาคเอกชน และการใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคขั้นสุดท้ายของเอกชน ขณะที่การใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคขั้นสุดท้ายของรัฐบาล และการลงทุนของภาครัฐขยายตัว

3. เรียกว่า เจอสภาวะเศรษฐกิจโหดเอาการ เป็นบททดสอบทีมเศรษฐกิจใหม่ พร้อมๆ กับบรรดาคนที่จ้องล้มรัฐบาลก็ออกมาผสมโรงทางการเมืองทันที เศรษฐกิจติดลบ เผด็จการออกไป ฯลฯ

เฟซบุ๊ค “สันติสุข มะโรงศรี” ผู้ดำเนินรายการเนชั่นทีวี ระบุว่า

“สภาพัฒน์แถลง เศรษฐกิจไตรมาส 2/2563 ติดลบ 12.2%

“คนมีแอก” รีบบอก นี่ไงเพราะเผด็จการ รัฐบาลต้องออกไปเท่านั้น เป็น ปชต.แล้วจะดีขึ้น

1. ดูตาราง มีอยู่ 2 ประเทศที่ไม่ติดลบ คือ จีน และเวียดนาม สองประเทศนั้นก็ไม่น่าจะเรียกว่า ปชต. (ไทย เป็นปชต.กว่าอีก)

2. ดูตาราง เศรษฐกิจมีปัญหา ติดลบทั่วโลก ตื่นๆๆๆ มาเลย์ลบ 17% สิงคโปร์ ลบ13.2% ฟิลิปปินส์ลบ 16.5% (ส่วนเวียดนามได้โอกาสพิเศษจากสงครามการค้าจีน-สหรัฐ)

3. ศก.ไทยไม่ล่มสลายหรอก พื้นฐานยังแกร่ง พวกที่บอกรัฐบาลถังแตก จะเป็นเหมือนอาร์เจน มันพูดมาตั้งแต่ปี’58 ละ พูดทุกปี เดี๋ยวเดือนหน้ามันก็จะเล่นข่าวต่ออายุ Vat อีก เชื่อมั๊ย

4. ถ้ายุบสภา ยิ่งไปใหญ่ โครงการไม่ต่อเนื่อง การกู้เงินฟื้นเศรษฐกิจอาจมีปัญหา การเมืองขาดเสถียรภาพ ซ้ำเติมอีก

5.ย้ำ ปัญหารุนแรงจริง รัฐบาลต้องทำ คือ เร่งโครงการต่างๆ ให้เร็วกว่านี้งบฟื้นฟูเศรษฐกิจ 4 แสนล้าน จะอ้อยอิ่ง พะวักพะวงสารพัดไม่ได้อีกแล้ว เน้นจ้างงาน สร้างรายได้ เงินไหลไปยังประชาชนโดยตรง มันตรวจสอบได้อยู่แล้ว (หลายโครงการที่อนุมัติไปแล้วก็ไปจ้างงานทั้งนั้น)

6. สมมุติ ถ้าการเมืองพลิกขั้ว ไปฝั่งที่ยกยอตัวเองว่าประชาธิปไตย ลองนึกทีมเศรษฐกิจสิ จะอ้วก มันเก่งกว่ายุคนี้ตรงไหน ขี้โม้เกิน จะอ้วก นักการเมืองไทยมันก็มีเท่านี้ล่ะ แค่เขาจะแย่งอำนาจ

อย่าไป “สวมแอก” ที่เขายัดเยียดให้เลย”

4. เฟซบุ๊ค กรณ์ จาติกวณิช - Korn Chatikavanij หัวหน้าพรรคกล้า เสนอแนะน่าสนใจ “4 มาตรการสกัดพิษ! ก่อนเศรษฐกิจโคม่า วิกฤติที่มาพร้อมโอกาสของประเทศไทย” บางส่วนระบุว่า

“...จากนี้ไป ผมมองว่าทีมเศรษฐกิจใหม่ของรัฐบาลต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่น และต้องกระตุ้นเศรษฐกิจใน 4 เรื่องสำคัญทันที ไม่เช่นนั้น พิษบาดแผลทางเศรษฐกิจอาจลุกลามจนประเทศโคม่าได้

1. “ผ่าตัด” งบประมาณรัฐ - หากผมเป็นรัฐบาล ผมจะรื้อแผนการใช้เงิน พ.ร.ก. ทั้งสามฉบับ เพื่อให้วงเงินรวม 1.9 ลล.เข้าสู่ระบบ ซึ่งหมายถึง ทำให้เงินอยู่ในมือประชาชน อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด โดยตรงที่สุด และต้องเร็วที่สุด

ผมจะยิงเงินส่วนที่เหลือให้ผู้เดือดร้อนโดยตรง โดยเฉพาะ แรงงานภาคท่องเที่ยวและบริการ ประชาชนที่ตกงาน ประชาชนกลุ่มเปราะบาง (ผู้สูงอายุ แม่ลูกอ่อน คนพิการ ฯลฯ)

ผมจะอัดเม็ดเงินช่วยเหลือทั้งทางตรง และวงเงินกู้ด่วนแก่กลุ่มธุรกิจ SME พร้อมมีมาตรการลดภาระค่าใช้จ่าย (เงินเดือน ค่าเช่า ดอกเบี้ย) รวมถึงต้องปรับเกณฑ์แบงก์ชาติให้ SME เข้าถึงแหล่งเงินกู้ได้จริง เพิ่มความเชื่อมั่นโดยการเปลี่ยนจากเงินกู้เป็นเงินลงทุน

ผมจะปรับการใช้เงินกู้ 400,000 ล้านใหม่ทั้งหมด เพราะที่เหลืออยู่ส่วนใหญ่เป็นโครงการจิปาถะ ใช้เงินไม่ตรงจุด เบิกจ่ายล่าช้า ขัดกับเป้าหมายการกู้แต่แรก อัดฉีดเงินฉุกเฉินไม่เข้าเป้า

2. “ฉีดยาแรง” กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก - เราพึ่งพาการค้าการลงทุนกับต่างประเทศได้ยากในช่วงที่ทั้งโลกยังถดถอย เราต้องเน้นโครงการ “พึ่งพาตัวเอง” เช่น โรงไฟฟ้าชุมชนที่รัฐบาลลังเลมายาวนาน โครงการนี้เปิดโอกาสให้มีการกระจายการผลิตไปที่ผู้ประกอบการรายเล็กทั่วประเทศ เป็นการเสริมความมั่นคงทางพลังงาน และที่สำคัญเป็นแหล่งรายได้ยั่งยืนให้กับเกษตรกร การเร่งช่วยประชาชนต้องนึกเสมอว่า “นโยบายที่ดีจะต้องเป็นกุศโลบายที่ยิงกระสุนนัดเดียว ช่วยคนได้หลายกลุ่ม”

ทีมเศรษฐกิจใหม่ควรถือโอกาสในการทบทวน “ปัญหาการทำมาหากิน” ของคนไทยหลากหลายอาชีพ เนื่องจากนโยบาย และข้อกฎหมายของรัฐบาลในอดีต ไม่ว่าจะเป็นประมงชายฝั่ง ผู้ค้า Street food สุราพื้นบ้าน ฯลฯ เหล่านี้ถูกจำกัดด้วยกฎหมายล้าสมัย ซึ่งหากกฎหมายทันสมัยเพียงพอ ประชาชนจะมีช่องทางทำกินอีกมาก

3. “สร้างภูมิต้านทาน” ในการดำรงชีวิต - จัดสวัสดิการดูแลประชาชนอย่างเป็นระบบ สภาวะเศรษฐกิจฝืดเคืองมีแนวโน้มจะอยู่กับเราไปอีกนาน เราต้องปรับการดูแลความอยู่รอดของประชาชนอย่างเป็นระบบ ใครว่างงานหรือรายได้ตํ่ากว่ามาตรฐาน ควรได้รับการดูแลอย่างทั่วถึงโดยอาศัยหลักคิดแนว Basic Income

4. เสริมจุดแข็งของประเทศ- เรามีทุนหลายด้านที่เข้มแข็งมาก ตอนนี้ที่เด่นชัดที่สุดคือ ทุนจากความเป็นมืออาชีพในวงการสาธารณสุข เราควบคุมโควิดได้ดีเยี่ยม รัฐบาลควรส่งเสริมแนวคิด Work from Thailand ดึงกลุ่ม Expat แรงงานต่างชาติกำลังซื้อสูงเข้าประเทศ ด้วยการกักตัวใน State Quarantine หากปลอดโรค ก็ให้ทำงานต่อ ด้วยการขยายวีซ่าเป็น 1-2 ปี เล็งเป้าเมืองที่มีความพร้อม ที่ได้รับผลกระทบหนักสุดจากการท่องเที่ยว เช่น ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี เชียงใหม่ หรือ อุบลราชธานี เป็นOfficial State Quarantine Zone

ทั้งหมดนี้ล่าช้าไม่ได้ครับ

ในวิกฤติมีโอกาส และโอกาสครั้งนี้ไทยเรายังมีแสงสว่างปลายอุโมงค์ที่ต้องรีบคว้าไว้”

ขอเอาใจช่วยรัฐบาลลุงตู่ และทีมเศรษฐกิจใหม่

เพราะเรื่องเศรษฐกิจ คือ ความอยู่รอดของคนไทยทั้งชาติ

สารส้ม

Let's block ads! (Why?)



"จะต้องเป็น" - Google News
August 20, 2020 at 02:00AM
https://ift.tt/3273uXt

คอลัมน์การเมือง - เศรษฐกิจไทยมีโอกาสฟื้นแน่ - หนังสือพิมพ์แนวหน้า
"จะต้องเป็น" - Google News
https://ift.tt/3bIgTZQ
Mesir News Info
Israel News info
Taiwan News Info
Vietnam News and Info
Japan News and Info Update
https://ift.tt/2YEtTvL

Bagikan Berita Ini

0 Response to "คอลัมน์การเมือง - เศรษฐกิจไทยมีโอกาสฟื้นแน่ - หนังสือพิมพ์แนวหน้า"

Post a Comment

Powered by Blogger.